พ.ร.บ. รถยนต์คืออะไร? ความแตกต่างกับประกันภัยแบบสมัครใจ

เผยแพร่โดย เมื่อ

Editors%2 Fimages%2 F1768387965106 1768387965106

(เครดิตรูปภาพ: Allianz Ayudhya)


สำหรับผู้ใช้รถทุกคน คำว่า "พ.ร.บ." เป็นคำที่ได้ยินกันจนคุ้นหู โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาต้องต่อภาษีรถยนต์ประจำปี อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่จำนวนมากยังคงสับสนระหว่าง พ.ร.บ. และประกันภัยรถยนต์ทั่วไป (ชั้น 1, 2+, 3+) ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร และทำไมถึงต้องมีทั้งสองอย่าง บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจน

1. พ.ร.บ. รถยนต์ คืออะไร?

"พ.ร.บ." ย่อมาจาก "พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ" เป็นประกันภัยภาคบังคับที่กฎหมายกำหนดให้รถทุกคันที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกต้องทำ หากฝ่าฝืนไม่มี พ.ร.บ. จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท และที่สำคัญคือจะไม่สามารถนำรถไปต่อภาษีประจำปีได้

วัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.บ. คือการให้ความคุ้มครองและเยียวยา "คน" ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร หรือบุคคลภายนอก (เช่น คนเดินเท้า) โดยไม่สนใจว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที

ความคุ้มครองของ พ.ร.บ. (อัปเดตล่าสุด) พ.ร.บ. คุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อร่างกายและชีวิต ไม่คุ้มครองทรัพย์สินหรือตัวรถยนต์ โดยแบ่งวงเงินคุ้มครองเป็น 2 ส่วน ดังนี้:

  1. ค่าเสียหายเบื้องต้น (ได้รับทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด):
    • ค่ารักษาพยาบาลตามจริง: สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท/คน
    • กรณีเสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือสูญเสียอวัยวะ: 35,000 บาท/คน
    • (หากได้รับทั้งสองกรณีรวมกันไม่เกิน 65,000 บาท)
  2. ค่าสินไหมทดแทนสูงสุด (สำหรับฝ่ายถูก หลังพิสูจน์ความผิดแล้ว):
    • ค่ารักษาพยาบาลตามจริง: สูงสุดไม่เกิน 80,000 บาท/คน
    • กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง: 500,000 บาท/คน
    • กรณีสูญเสียอวัยวะ: 200,000 - 500,000 บาท/คน (ขึ้นอยู่กับความรุนแรง)
    • ค่าชดเชยรายวัน (กรณีเป็นผู้ป่วยใน): 200 บาท/วัน (สูงสุด 20 วัน)
2. ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ คืออะไร?

ประกันภัยภาคสมัครใจ คือประกันประเภท ชั้น 1, ชั้น 2+, ชั้น 3+ หรือ ชั้น 3 ที่เราเลือกซื้อเพิ่มเองจากบริษัทประกันภัย กฎหมายไม่ได้บังคับให้ทำ แต่มีความสำคัญอย่างมากในการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน

3. ความแตกต่างสำคัญระหว่าง พ.ร.บ. และ ประกันภาคสมัครใจ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สามารถสรุปความแตกต่างได้ดังนี้:

  • ความจำเป็นทางกฎหมาย:
    • พ.ร.บ.: "ต้องทำ" (ภาคบังคับ) ไม่มีไม่ได้ ผิดกฎหมายและต่อภาษีไม่ได้
    • ประกันสมัครใจ: "ควรทำ" (ทางเลือก) ทำหรือไม่ทำก็ได้ ไม่ผิดกฎหมาย
  • สิ่งที่คุ้มครอง:
    • พ.ร.บ.: คุ้มครองเฉพาะ "คน" (ชีวิตและค่ารักษาพยาบาล) ไม่ซ่อมรถเรา ไม่ซ่อมรถคู่กรณี
    • ประกันสมัครใจ: คุ้มครองทั้ง "คน" (ส่วนที่เกินจาก พ.ร.บ.) และ "ทรัพย์สิน" (ซ่อมรถเรา ซ่อมรถคู่กรณี รวมถึงทรัพย์สินภายนอกอื่นๆ ตามเงื่อนไขกรมธรรม์)
  • วงเงินความคุ้มครอง:
    • พ.ร.บ.: มีวงเงินจำกัดตามที่กฎหมายกำหนด (เช่น ค่ารักษาไม่เกิน 80,000 บาทสำหรับฝ่ายถูก) ซึ่งอาจไม่เพียงพอหากเกิดอุบัติเหตุรุนแรง
    • ประกันสมัครใจ: มีวงเงินสูงกว่ามาก (หลักแสนถึงหลักล้านบาท) ช่วยรับภาระส่วนเกินจาก พ.ร.บ.
สรุป

พ.ร.บ. คือสวัสดิการพื้นฐานที่กฎหมายบังคับเพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนที่เจ็บจากรถจะมีเงินรักษา แต่ลำพังเพียง พ.ร.บ. อาจไม่เพียงพอในยุคปัจจุบันที่ค่ารักษาพยาบาลและค่าซ่อมรถสูงมาก การมี ประกันภัยภาคสมัครใจ ควบคู่กันจึงเป็นการสร้างความอุ่นใจที่สมบูรณ์กว่า เพื่อปกป้องเงินในกระเป๋าจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

แหล่งอ้างอิงข้อมูล (References):
  1. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) - OIC: ข้อมูลเกี่ยวกับความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและอัตราค่าสินไหมทดแทน
  2. บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด: รายละเอียด พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และขั้นตอนการเบิกจ่าย

รับสิทธิ์ประเมินราคารถฟรีวันนี้!

อ่านเพิ่มเติม: รับซื้อรถยนต์มือสอง ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ให้ราคาสูง ภายใน 24 ชั่วโมง


ต้องการ ราคาประเมินรถ? สามารถติดต่อเราเพื่อรับการประเมินราคารถฟรี ภายใน 24 ชั่วโมงได้เลย…

0 ความคิดเห็น